10 AI ที่จะปฏิวัติงานความปลอดภัยเครื่องมือล้ำสมัยสำหรับ จป.ยุคใหม่
10 AI ที่จะปฏิวัติงานความปลอดภัยเครื่องมือล้ำสมัยสำหรับ จป.ยุคใหม่
เทคโนโลยี AI กำลังปฏิวัติวงการความปลอดภัยในการทำงาน ช่วยให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีเครื่องมือ AI ที่น่าสนใจดังนี้:
-
ระบบตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ PPE
ระบบ AI ที่เชื่อมต่อกับกล้อง CCTV สามารถตรวจจับและแจ้งเตือนทันทีเมื่อพนักงานไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น หมวกนิรภัย แว่นตานิรภัย และเสื้อกั๊กสะท้อนแสง
สำหรับระบบตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ PPE มีเอไอหลายตัวที่ช่วยในการตรวจจับ ได้แก่:
Intenseye - ใช้ AI และ computer vision เพื่อตรวจจับการสวมใส่ PPE แบบเรียลไทม์
Protex AI - ใช้เทคโนโลยี visual recognition ขั้นสูงเพื่อตรวจสอบว่าพนักงานสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็นหรือไม่
Visionify - ใช้ Vision AI เพื่อตรวจจับ PPE และแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์
Arvist AI - ระบบอัตโนมัติที่ใช้ AI ตรวจจับ PPE แบบเรียลไทม์
VCA Technology - ใช้ AI-enhanced video monitoring เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎ PPE1
ระบบเหล่านี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในที่ทำงานโดยการตรวจจับและแจ้งเตือนเมื่อพบการไม่สวมใส่ PPE ที่จำเป็น

2. AI Chatbot ด้านความปลอดภัย (viGent)
แชทบอทอัจฉริยะที่ช่วยตอบคำถามด้านความปลอดภัย จัดตารางการตรวจสอบ และให้คำแนะนำในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงสร้างแผนความปลอดภัยที่เหมาะสมกับสถานการณ์35
viGent คือ AI Chatbot ด้านความปลอดภัยที่พัฒนาโดย viAct ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยด้านความปลอดภัยตลอด 24/7 โดยขับเคลื่อนด้วย LLM (Large Language Models) ช่วยให้ทีม HSE สามารถเข้าถึงข้อมูลความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็วและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยได้ทันที
viGent มีความสามารถที่โดดเด่นหลายประการ:
การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ - สามารถตรวจจับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและส่งการแจ้งเตือนทันทีแม้ไม่มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยอยู่ในบริเวณนั้น
การสื่อสารแบบเรียลไทม์ - ช่วยให้คำแนะนำด้านความปลอดภัย แนวทางปฏิบัติ หรือส่งการเตือนทันที ทำให้พนักงานได้รับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโปรโตคอลความปลอดภัย
การประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบ - รองรับการประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบ ทั้งข้อความ ภาพ และเสียง
การแปลงวิดีโอเป็นข้อความ - สามารถแปลงการแจ้งเตือนจากวิดีโอเป็นข้อความได้
การดิจิทัลไลซ์แบบฟอร์มและกระบวนการ - ช่วยลดเวลาในการรายงานลงถึง 75% ผ่านกลไกการแจ้งเตือนและลดงานที่ต้องทำด้วยมือ
viGent ทำงานร่วมกับระบบ AI อื่นๆ ของ viAct เช่น การวิเคราะห์วิดีโอ AI และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิชัน เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุม3 ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ viGent สามารถตรวจจับการละเมิดในพื้นที่เสี่ยง (Red Zone) และแจ้งเตือนทันที หรือในการตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ PPE เช่น หมวกนิรภัย แว่นตานิรภัย เสื้อกั๊กสะท้อนแสง รองเท้านิรภัย และถุงมือ
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง viGent กับแชทบอททั่วไปคือ viGent เป็น AI Agent ที่ทำงานเชิงรุก สามารถตรวจจับปัญหาโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องรอให้พนักงานป้อนข้อมูลก่อน ทำให้สามารถจัดการความเสี่ยงได้ก่อนที่จะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่

3. ระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์
AI ที่ตรวจจับความผิดปกติและอันตรายในสถานที่ทำงานแบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
ระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์เป็นเทคโนโลยี AI ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติและอันตรายในสถานที่ทำงานแบบทันที โดยมีคุณสมบัติสำคัญดังนี้:
การตรวจจับอันตรายแบบทันที: ระบบสามารถระบุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทันที เช่น การตรวจจับพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย การไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน หรือการเข้าใกล้เครื่องจักรอันตราย
การแจ้งเตือนอัตโนมัติ: ระบบส่งการแจ้งเตือนทันทีเมื่อตรวจพบความเสี่ยง ช่วยให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
การใช้เซ็นเซอร์และอุปกรณ์สวมใส่: ระบบใช้ IoT เซ็นเซอร์และเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่เพื่อติดตามสภาพแวดล้อม การทำงานของอุปกรณ์ และสุขภาพของพนักงาน
การวิเคราะห์วิดีโอแบบเรียลไทม์: ใช้กล้องวงจรปิดร่วมกับ AI เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และตรวจจับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
การเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน: ช่วยให้ทีมความปลอดภัยสามารถประเมินสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่ให้บริการระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ ได้แก่ XMPro iDTS, Surveily AI และ SlateSafety ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในที่ทำงาน ลดอุบัติเหตุ และปรับปรุงการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย

4. ระบบวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics)
AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลความปลอดภัยจำนวนมาก เพื่อระบุรูปแบบและทำนายอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้สามารถป้องกันอุบัติเหตุก่อนที่จะเกิดขึ้น
คุณสมบัติหลักของระบบวิเคราะห์เชิงทำนาย
การคาดการณ์ความเสี่ยง: ใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงจากรูปแบบในอดีต ข้อมูลเรียลไทม์ และปัจจัยสภาพแวดล้อม
การวิเคราะห์ข้อมูล: ใช้อัลกอริทึมและเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและคาดการณ์ผลลัพธ์ด้านความปลอดภัย
การระบุพื้นที่เสี่ยงสูง: สามารถระบุโซนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น "โซนแดง" ในภาคน้ำมันและก๊าซที่ต้องมีข้อกำหนดการปฏิบัติตามความปลอดภัยเฉพาะ
ประโยชน์ของระบบวิเคราะห์เชิงทำนาย
การตัดสินใจที่ดีขึ้น: ให้ข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลแก่ผู้จัดการความปลอดภัยเพื่อการตัดสินใจที่มีข้อมูลมากขึ้น
การลดอุบัติเหตุ: องค์กรสามารถลดอุบัติเหตุในที่ทำงานได้ 60%-80% เมื่อเวลาผ่านไป ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและคุณภาพของการนำไปใช้
การจัดสรรทรัพยากรที่ดีขึ้น: ช่วยให้องค์กรมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงและจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างการใช้งาน
การตรวจจับความล้มเหลวของเครื่องจักร: สามารถตรวจจับเมื่อเครื่องจักร เช่น สายพานลำเลียงในโรงงานผลิต อาจล้มเหลว
การเตือนเมื่อพื้นที่แออัด: แจ้งเตือนเมื่อพื้นที่บางแห่งใกล้การทำงานของเครนหอสูงในไซต์ก่อสร้างเกิดความแออัดอย่างกะทันหัน
การตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ: แจ้งเตือนผู้จัดการ EHS หากพนักงานแสดงพฤติกรรมผิดปกติ เช่น สัญญาณของความเครียดหรือความเหนื่อยล้า
โซลูชันที่มีอยู่ในตลาด
viAct's AI-Powered Safety Solutions: รวมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Computer Vision, Generative AI และ AI Video Analytics เพื่อให้แนวทางที่ครอบคลุมในด้านความปลอดภัยในที่ทำงาน
SafetyNet: ใช้การวิเคราะห์ขั้นสูงและการวิเคราะห์เชิงทำนายเพื่อช่วยบริษัทในการวิเคราะห์แนวโน้ม คาดการณ์ ทำนาย และสร้างตัวชี้วัดนำจากข้อมูลของพวกเขา
Horton Safety Consultants: ใช้อัลกอริทึมที่ก่อตั้งบนหลักการความปลอดภัยที่แข็งแกร่งเพื่อทำให้ข้อมูลที่รวบรวมระหว่างการสังเกตความปลอดภัยและการตรวจสอบสามารถดำเนินการได้
ระบบวิเคราะห์เชิงทำนายกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่องค์กรจัดการกับความปลอดภัยในที่ทำงาน โดยเปลี่ยนจากวิธีการแบบตั้งรับไปสู่กลยุทธ์เชิงรุกที่มุ่งเน้นการป้องกัน การเพิ่มประสิทธิภาพ และประโยชน์เชิงกลยุทธ์ในระยะยาว
.png)
5. ระบบตรวจสอบพื้นที่อันตราย
AI ที่ตรวจจับเมื่อพนักงานเข้าไปในพื้นที่อันตรายหรือพื้นที่ห้ามเข้า และส่งการแจ้งเตือนทันที ช่วยป้องกันอุบัติเหตุในพื้นที่เสี่ยง
คุณสมบัติหลัก
การตรวจจับแบบเรียลไทม์: ระบบใช้ Vision AI ติดตามการเข้าออกพื้นที่อันตราย เช่น พื้นที่ที่มีสารเคมี พื้นที่ที่มีระดับเสียงสูง หรือพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง
การติดตามระยะเวลา: ระบบสามารถติดตามระยะเวลาที่พนักงานอยู่ในพื้นที่อันตราย และแจ้งเตือนเมื่อเกินเวลาที่กำหนด เช่น ในโรงงานเคมี ระบบจะติดตามเวลาที่พนักงานอยู่ในพื้นที่อันตราย
การตรวจจับก๊าซอันตราย: ระบบสามารถตรวจจับก๊าซไวไฟและก๊าซพิษ พร้อมรายงานและเปิดใช้งานสัญญาณเตือนที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งเตือนพนักงาน
ประโยชน์
การป้องกันอันตราย: ช่วยให้พนักงานสามารถออกจากพื้นที่ก่อนที่จะได้รับอันตรายร้ายแรง
การป้องกันการรั่วไหล: ช่วยหยุดการรั่วไหลหรือป้องกันการสะสมเพิ่มเติมของก๊าซอันตราย
การระบุโซนอันตราย: สามารถระบุพื้นที่ทั้งหมดที่มีก๊าซอันตรายและป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปในพื้นที่นี้
การตอบสนองฉุกเฉิน: ช่วยเปิดใช้งานขั้นตอนการทำงานที่เหมาะสมเพื่ออพยพออกจากพื้นที่และแก้ไขปัญหาพื้นฐาน
เทคโนโลยีที่ใช้
โดรนอัจฉริยะ: โดรนที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถตรวจสอบความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง เช่น ไซต์ก่อสร้าง แท่นขุดเจาะน้ำมัน หรือโรงงานเคมี โดยไม่ต้องส่งพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมพิเศษไปตรวจสอบ
กล้อง CCTV ที่เสริมด้วย AI: กล้อง CCTV สามารถตั้งโปรแกรมให้ตรวจสอบและแจ้งเตือนเหตุการณ์เกือบพลาดหรือการละเมิดนโยบายโดยอัตโนมัติ เช่น การตรวจจับยานพาหนะที่ขับเร็ว การสวมใส่ PPE ไม่ถูกต้อง หรือการละเมิดในพื้นที่ห้ามเข้า
เซ็นเซอร์อัจฉริยะ: เซ็นเซอร์อัจฉริยะสำหรับพื้นที่อันตรายตรวจสอบพารามิเตอร์สำคัญของสินทรัพย์ เช่น มอเตอร์และปั๊ม และให้ข้อมูลเชิงลึกโดยละเอียดเกี่ยวกับประสิทธิภาพและสุขภาพของสินทรัพย์
ในปัจจุบัน ระบบตรวจสอบพื้นที่อันตรายกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อุตสาหกรรมเคมี น้ำมันและก๊าซ และการก่อสร้าง ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการทำงาน
6. ระบบตรวจจับการลื่นล้มและอุบัติเหตุ
AI ที่สามารถตรวจจับการลื่นล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บในที่ทำงาน และส่งการแจ้งเตือนเพื่อให้มีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว
คุณสมบัติหลัก
การตรวจจับแบบเรียลไทม์: ใช้อัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ทรงพลังเพื่อตรวจจับเหตุการณ์ลื่นล้มแบบเรียลไทม์ รวมถึงระบุทิศทางของการล้ม
การเฝ้าระวังต่อเนื่อง: ระบบตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและแจ้งเตือนผู้ติดต่อฉุกเฉินทันทีที่เกิดการล้ม โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์สวมใส่หรือการดำเนินการจากผู้ที่ล้ม
การตรวจจับอันตรายจากการลื่น: ระบบสำรวจสภาพแวดล้อมอย่างแข็งขันเพื่อตรวจหาอันตรายจากการลื่นล้ม เช่น ของเหลวที่หกหรือเศษวัสดุบนพื้น
ประโยชน์
การตอบสนองที่รวดเร็ว: ระบบตรวจจับการล้มใช้อัลกอริทึมขั้นสูง เซ็นเซอร์หลายตัว และการตรวจสอบต่อเนื่องเพื่อตรวจจับการล้มและส่งการแจ้งเตือนทันที ให้เวลาตอบสนองที่เร็วกว่าวิธีการแบบดั้งเดิม
การป้องกันอุบัติเหตุ: ช่วยลดความเสี่ยงจากการล้มโดยการตรวจจับและแจ้งเตือนอันตรายจากการลื่นล้ม เช่น ของเหลวที่หกหรือเศษวัสดุบนพื้น ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ
ความแม่นยำสูง: เทคโนโลยีที่ไวต่อทิศทางและเซ็นเซอร์การเคลื่อนไหววิเคราะห์แรงกระแทก รูปแบบการเคลื่อนไหว และการวางตัวของร่างกายเพื่อแยกแยะระหว่างการล้มที่รุนแรงและการลื่นเล็กน้อย
การใช้งาน
พื้นที่สาธารณะ: ช่วยลดอุบัติเหตุจากการลื่นล้มในสถานที่สาธารณะ เช่น ศูนย์การค้า สนามบิน และพื้นที่ที่มีการสัญจรสูง
สถานที่ทำงาน: ตรวจจับและแจ้งเตือนอันตรายจากการลื่นล้มในสถานที่ทำงาน เช่น โรงงาน คลังสินค้า และสำนักงาน
สถานพยาบาล: ช่วยในการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุโดยการตรวจจับการล้มและแจ้งเตือนบุคลากรทางการแพทย์
เอไอที่ใช้ในการตรวจจับการลื่นล้มและอุบัติเหตุ ดังนี้:
1. Intenseye - เป็น AI ที่ใช้ในการตรวจจับอันตรายแบบเรียลไทม์ในสถานที่ทำงาน
2. Protex AI - ใช้คอมพิวเตอร์วิชันและ AI ในการตรวจจับเหตุการณ์ที่ไม่ปลอดภัยในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม
3. Visionify's Safety AI Software - ใช้ AI ในการตรวจจับอันตรายแบบเรียลไทม์และติดตามการปฏิบัติตามกฎความปลอดภัย
4. i-PRO AI Slip and Fall Detection - ใช้อัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ทรงพลังในการตรวจจับเหตุการณ์ลื่นล้มแบบเรียลไทม์
ระบบตรวจจับการลื่นล้มและอุบัติเหตุเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับปรุงความปลอดภัยในที่ทำงานและพื้นที่สาธารณะ ช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บและเพิ่มความปลอดภัยให้กับพนักงานและผู้ใช้บริการ

7. ระบบตรวจสอบยานพาหนะและการขับขี่
AI ที่ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎการจราจรในพื้นที่ทำงาน เช่น การใช้เข็มขัดนิรภัย การควบคุมความเร็ว และเส้นทางที่ได้รับอนุญาต
ระบบตรวจสอบยานพาหนะและการขับขี่มีการใช้ AI จากหลายบริษัท ดังนี้:
1. CogniSafe - พัฒนาโดย FEV เป็นระบบตรวจสอบผู้ขับขี่ (Driver Monitoring System) ที่ใช้เทคโนโลยี deep learning และ computer vision เพื่อตรวจสอบสภาวะของผู้ขับขี่ เช่น การเสียสมาธิ ความเหนื่อยล้า และความไม่ตั้งใจในการขับขี่แบบเรียลไทม์
2.Guardian Generation - พัฒนาโดย Seeing Machines Limited ใช้ computer vision และ AI ขั้นสูงในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ขับขี่ การแสดงออกทางสีหน้า และการเคลื่อนไหวของดวงตาแบบเรียลไทม์
3.AI Vehicle Trackingโดย Monarch Connected - ระบบที่ใช้ AI ในการติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ การบำรุงรักษาเชิงทำนาย และการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของผู้ขับขี่โดยละเอียด
4.AIDMS (AI-powered Driver Monitoring System) โดย Tata Elxsi - ระบบตรวจสอบผู้ขับขี่ที่เชื่อมต่อด้วยอัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลยานพาหนะกับข้อมูลสุขภาพ/สถานะของผู้ขับขี่
5.Vehicle Camera AI โดย HI SHARP - ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ AI ในการตรวจสอบความปลอดภัยของยานพาหนะแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ขับขี่ และตรวจจับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
6.Intangles' Advanced Location Tracking Solution - ระบบติดตามตำแหน่งที่ขับเคลื่อนด้วย AI ให้การติดตามยานพาหนะแบบเรียลไทม์ด้วยความแม่นยำสูง
7.Starkenn Attention - ระบบตรวจสอบผู้ขับขี่ที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ขับขี่แบบเรียลไทม์

8. ระบบรายงานอัตโนมัติ
AI ที่สร้างรายงานความปลอดภัยโดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระงานเอกสารและทำให้มั่นใจว่าเอกสารเป็นปัจจุบันและพร้อมสำหรับการตรวจสอบ
FAT FINGER - ระบบรายงานอุบัติการณ์อัตโนมัติที่ใช้ AI และ Natural Language Processing (NLP) ช่วยในการรายงานด้วยเสียงและวิเคราะห์ข้อมูล
Surveily AI - แพลตฟอร์มที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลความปลอดภัยแบบเรียลไทม์และสร้างรายงานอัตโนมัติ
Protex AI - ระบบที่ใช้ AI ในการรายงานและวิเคราะห์เหตุการณ์เกือบพลาด (near-miss) โดยอัตโนมัติ
ระบบเหล่านี้ช่วยลดเวลาในการทำรายงาน เพิ่มความแม่นยำ และช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยในการทำงาน

9. ระบบตรวจจับท่าทางการทำงานที่ไม่ถูกต้อง
AI ที่วิเคราะห์ท่าทางการทำงานและระบุความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บเฉียบพลันและเรื้อรัง
TensorFlow MoveNet - ใช้ในการตรวจจับท่าทางแบบเรียลไทม์ สามารถจับจุดสำคัญทางกายวิภาค 17 จุดจากภาพวิดีโอเพื่อวิเคราะห์การจัดตำแหน่งท่าทาง
Random Forest Classifier - ใช้ในการจำแนกท่าทางออกเป็น 4 ประเภท: นั่งเหมาะสม, นั่งไม่เหมาะสม, ยืนเหมาะสม, และยืนไม่เหมาะสม
MediaPipe และ LSTM - ใช้ในการตรวจสอบท่าทางแบบเรียลไทม์และประเมินความเสี่ยงสำหรับงานยกของด้วยมือ
Protex AI - ระบบที่ใช้อัลกอริทึมขั้นสูงในการวิเคราะห์ภาพวิดีโอเพื่อตรวจจับท่าทางและการเคลื่อนไหวของพนักงาน โดยระบุจุดสำคัญบนร่างกาย เช่น ข้อต่อและแขนขา เพื่อสร้างโมเดลโครงกระดูกเสมือนที่สะท้อนท่าทางของพนักงาน
Vision Intelligence และ Human Pose Estimation - ใช้ในการประเมินท่าทางและสร้างคะแนนแบบครอบคลุม โดยใช้คะแนน RULA (Rapid Upper Limb Assessment) และ REBA (Rapid Entire Body Assessment) เพื่อการวิเคราะห์การยศาสตร์ที่แม่นยำ

10. ระบบแจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ
AI ที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงในกฎระเบียบด้านความปลอดภัย และแจ้งเตือนธุรกิจให้ทราบและเตรียมพร้อม ช่วยให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานเป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุด
ZBrain - เครื่องมือตรวจสอบกฎระเบียบที่ใช้ AI ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ มาพร้อมกับกลไกการแจ้งเตือนและคุณสมบัติที่แข็งแกร่งอื่นๆ
Compliance.ai (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Archer) - ใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะในการติดตามการอัปเดตกฎระเบียบจากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยอัตโนมัติ
Predict360 RCM - ให้การอัปเดตและการแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ พร้อมฟีดข้อมูลอัจฉริยะด้านกฎระเบียบที่ให้รายงานและข่าวสารล่าสุด
Expert.ai - ใช้ AI ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแบบเรียลไทม์ ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจ ส่งการแจ้งเตือนและการแจ้งเตือนอัตโนมัติ
FinregE's Regulatory Insights Generator (RIG) - ใช้การเรียนรู้ของเครื่องในการตีความข้อความกฎระเบียบ ระบุข้อผูกพันโดยอัตโนมัติ และทำแผนที่ไปยังการควบคุมภายใน
ระบบเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และปรับปรุงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
การนำ AI มาใช้ในงานด้านความปลอดภัยไม่ได้มาแทนที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย แต่เป็นการเสริมประสิทธิภาพการทำงาน ช่วยให้สามารถระบุความเสี่ยง ป้องกันอุบัติเหตุ และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนในองค์กร